07/19/14

การปรับเข้าสู่วัฒนธรรมโลก รับมือกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย

กระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่หมายถึงการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมสากลโลกนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งโลกจะมีวัฒนธรรมเพียงชุดเดียว  มนุษย์เราต้องการเอกลักษณ์และความเฉพาะตัว  มีรากเหง้า เชื่อว่าการบริหารจัดการสังคมสมัยที่ซับซ้อนหลากหลายและมีพลวัตรคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสังคมวัฒนธรรม  ในการตอบสนองต่อสังคม  รัฐต้องสามารถแทรกแซงและจัดการความขัดแย้งทางสังคมการเมืองได้  วิธีการจัดการนี้เรียกว่า governance ซึ่งแตกต่างจาก governing ตามที่เข้าใจกันว่าเป็นการจัดการโดยคณะบุคคลแยกต่างหากจากสังคมโดยรวม  ดังนั้นในกระบวรการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา  ความต้องการในสังคมมีอย่างน้อย 2 ระดับ  ในระดับสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องวางแผนและกำกับทิศทาง ในระดับปัจเจก คือ ความจำเป็นที่จะต้องมีเสรีภาพ อิสระ และการมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว องค์ประกอบของการบริหารจัดการที่ดีใน 2 ระดับนี้คือความสมดุลระหว่างองค์ประกอบส่วนสาธารณะและส่วนปัจเจกบุคคล

แนวคิด ความหลากหลายทางวัฒนธรรม  มีความเกี่ยวข้องและทับซ้อนกับแนวคิด คือ เมื่อเกิดกระแสโลกาภิวัตน์นั้นได้เกิดแนวคิดหรือกระแสที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและการรักษาษาความหลากหลายวัฒนธรรมให้คงอยู่ด้วยการเกิดคู่ตรงข้ามของโลกาภิวัตน์คือ ท้องถิ่นนิยม และแนวคิดของอัตลักษณ์ ดังนั้นศึกษาวัฒนธรรมจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจวัฒนธรรมภายใต้กรอบของการเปลี่ยนแปลงและการก้าวพ้นออกจากพื้นที่และเวลา  เชื้อชาติ  ศาสนา  ภาษาและพรมแดนรัฐชาติในอดีต

วัฒนธรรมในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในรูปของพฤติกรรม ศิลปะ ขนบธรรมเนียม หรือความเชื่อเท่านั้น แต่วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีพลังอำนาจสามารถกระทำการสร้างอำนาจหรือความชอบธรรมไดด้วย ในช่วงสมัยที่มารช่วงชิงอำนนาจเพื่อครอบงำระชากรโลก วัฒนธรรมคือกลไกในการเผยแพร่อุดมการณ์ได้เป็นอย่างดี แต่ในสมัยที่ความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจลดความสำคัญลง สิ่งที่ปรากฎให้เห็นเด่นชัดคือการลดความสำคัญของวัฒนธรรมรัฐชาติ วัฒนธรรมกลุ่มย่อยต่างๆ ปราะกฎรูปแบบชัดเจนมากขึ้น จนเกิดการยอมรับความคิดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรมอาจจะมีความแตกต่างกันได้ทั้งในระดับแนวนอนและแนวตั้ง โดยสาระแล้ว ความแตกต่างที่แท้จริงก็คือระหว่าง สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมที่เป็นไปตามแนวนอนและแนวตั้ง ซึ่งไม่ได้หมายความถึงความเท่าเทียมกันทางวัฒนธรรม (ความเสมอบ่า เสมอไหล่ทางวัฒนธรรม) กับ วัฒนธรรมที่มีสูงกว่ากับวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าแต่อย่างใด แต่ในความหมายของวัฒนธรรมที่รู้หรือยอมรับกันในระดับหนึ่ง กับวัฒนธรรมที่มีอยู่หลายๆระดับและหลากหลายสัมพันธภาพ ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีความหมายลึกถึงการใช้ทรัพยากรที่ต่างกันมนุษย์จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง แลกเปลี่ยน และมีทางเลือกตลอดเวลา เพราะคำตอบเก่าไม่สามารถใช้ได้ชั่วกัลปาวสานต้องปรับคำตอบใหม่สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ฉะนั้น สังคมใดที่ขาดความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาจจะไม่สามารถที่จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงได้ แล้วจะต้องล่มสลายไปในที่สุด หรือไม่ก็จะต้องไปเลือก ซึ่งไม่เหมาะกับสังคมตนเองมาใช้ แต่อย่างไรก็ตามความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงการมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะประพฤติปฏิบัติตามใจตนเอง จนส่งผลให้เกิดปัญหาการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างขาดความสมดุล  แต่หมายถึงการยอมรับและอยุ่ร่วมกันบนพื้นที่แห่งความหลากหลายทางความคิดและการดำรงชีวิต (livelihood) ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงการทำให้ “อนุวัฒนธรรม” เป็นเพียงตัวประกอบในวัฒนธรรมกระแสหลักเท่านั้น ดังนั้นการสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมเป็นการสร้างฐานรากที่สำคัญของมิตรภาพและความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชาติ  ในโลกที่มีการติดต่อสัมพันธ์ด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว  จะต้องเสริมความเข้าใจระหว่างกันด้านความคิด วิถีชีวิต จารึกและค่านิยมที่ยังหลากหลายมากในโลกปัจจุบัน

06/23/14

การเรียนรู้ศิลปะทางสังคมและวัฒนธรรมของโลกต่างๆ

11

เมื่อพิจารณาศิลปะร่วมสมัยแบ่งออกเป็นประยุกต์ศิลป์และวิจิตรศิลป์จะเห็นว่า การดำรงอยู่และการพัฒนาของประยุกต์ศิลป์หลายแขนงในยุคสมัยต่างๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันมีลักษณะที่ต่อเนื่องเป็นรูปธรรม ด้วยเหตุผลจากความต้องการใช้สอยเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก รวมถึงเหตุผลทางธุรกิจ กลไกตลสาด อุปสงค์และอุปทาน ในขณะที่งานวิจิตรศิลป์บางแขนงกำลังประสบปัญหาด้านความอยู่รอด ทั้งความอยู่รอดของศิลปินและความอยู่รอดของตัวศิลปะเอง เงื่อนไขเชิงคุณค่า ทำให้กรอบวิวัฒนาการของประยุกต์ศิลป์กับวิจิตรศิลป์นั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะประยุกต์ศิลป์ เช่น สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ เรขศิลป์ แฟชั่น หรืองานศิลปะในสาขาอื่นใดที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้สอย มีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเป็นตัวกำหนดรูปแบบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ลัทธิความเชื่อ ค่านิยม ร่วมกับปัจจัยทางภายภาพและศาสตร์อื่นๆ เช่น หลัก สรีรศาสตร์ ประชากรศาสตร์ จิตวิทยา เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ฯลฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองการใช้งานให้ได้ประโยชน์สูงสุดควบคู่ไปกับการสร้างสุนทรียะให้กับผู้เสพ ในขณะที่การสร้างสรรค์งานวิจิตรศิลป์เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจของศิลปินเป็นหลัก และมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ความคิดของผู้เสพเป็นสำคัญ

หากจะตั้งสมมุติฐานว่า เหตุผลที่ทำให้ศิลปะดำรงอยู่เพื่อจรรโลงสังคมในสถานะที่พึ่งพิงตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นวิจิตรศิลป์หรือประยุกต์ศิลป์ก็ตาม นั่นคือศิลปะนั้นจะต้องเป็นที่ต้องการหรือต้องรสนิยมของผู้เสพ ซึ่งอาจหมายถึงความต้องการทางด้านการใช้สอย หรือความต้องการทางด้านจิตใจ จึงเป็นหนน้าที่ของศิลปินที่จะต้องแสวงหาความอยู่รอดของตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขความเป็นจริงต่างๆ ในสังคม ณ ยุคสมัยของตน ซึ่งจะเป็นการต่อสู้ทั้งในเรื่องภาวะเศรษฐกิจ สังคม หรือค่านิยมความเชื่อและความรู้ความเข้าใจของประชาชน การวางพื้นฐานการรับรู้ที่สังคมจะมีต่องานศิลปะ เพื่อให้การเปิดรับและหากมองในเชิงการตลาด ก็หมายถึงกระบวนการในการการสร้างความต้องการบริโภคให้เกิดขึ้นนั่นเอง แม้ว่าความต้องการบริโภคจะเป็นดาบสองคมที่นำไปสู่ระบบการผลิตซ้ำ เพื่อให้เกิดงานที่ขายได้ อันจะส่งผลให้ศิลปินขาดแคลนแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์อันบริสุทธิ์ในการสร้างสรรค์งานซึ่งเป็นตัวทำลายคุณค่าของศิลปะในเวลาเดียวกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากศิลปินไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ งานศิลปะก็จะไม่เกิดขึ้น

05/21/14

รู้จักภูมิปัญญาทางการเงินจากบาร์บิโลน

พอดีมีโอกาสได้อ่านหนังสือ “เศรษฐีชี้ทางรวย” ซึ่งเป็นเรื่องเล่าคล้าย ๆ นิยายของ บุรุษผู้มั่งคั่งแห่งมาบิโลน ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ให้ข้อคิดเรื่องของการเงินได้เป็นอย่างดีครับ สำหรับเพื่อนๆ  คนไหนสนใจวิธีคิดการจัดการเรื่องของการเงิน แนะนำให้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้เลยครับ รับรองว่าเป็นเรื่องเล่าที่สนุก และดีขึ้นมาก ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่เอง ที่จะสามารถสร้างและปั้นตัวให้เรานั้นได้เห็นอนาคตที่ชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอนนั่นเองครับ

รู้จักภูมิปัญญาทางการเงินจากบาร์บิโลน

สำหรับบุรุษแห่งบาร์บิโลน หลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยได้คุ้นชื่อมากนัก เพราะเป็นเมืองเก่าแก่ แถวแม่น้ำยูเฟรติส ตอนนี้ล่มสลายอยู่ใต้พื้นดินแล้วหล่ะครับ แต่มีเรื่องเล่าในส่วนของภูมิปัญญาของการจัดการด้านการเงินที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งหากเพื่อน ๆ มีปัญหาเรื่องการเงินอยู่ ก็แนะนำหนังสือที่ผมว่าไปตั้งแต่ตอนแรกได้เลยครับ อาจจะหายากนิดหน่อย เพราะตอนนี้ทางสำนักพิมพ์ได้เลิกสั่งพิมพ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

สำหรับในเนื้อเรื่องตามหนังสือนั้น เป็นเนื้อเรื่องที่สอดแทรกแง่คิด มีตัวละครหลายตัว ซึ่งมีทั้งนายทุนปล่อยกู้ อาร์บัด และคนอื่นๆ  อีกมากมายซึ่งผมเองก็จำไม่ได้เช่นเดียวกัน มี่ช่วงของเนื้อเรื่องที่คนสมัยนั้น มาประชุมเพื่อถกเถียงและหาความรู้ร่วมกัน อย่างเช่นการถกเถียงหัวข้อว่า “โชคดี” เกิดจากอะไร? เช่นเป็นการจำลองสถาการณ์ที่เยี่ยมยอดที่สุด นั่นก็คือว่า การได้เห็นว่าโชคดีที่ได้มาโดยไม่ต้องออกแรงเหนื่อยนั้น เกิดจากอะไรกันแน่

และนี่คือหัวข้อเบื้องต้นที่ทางเรานั้นได้มีข้อมูลสรุปร่วมกันนั่นเองครับ ถ้าคิดไปแล้วหากตามหมู่บ้านของเรานั้น มีพื้นที่ส่วนกลางหนึ่งของหมู่บ้าน โดยในแต่ละวันจะมีคนมาถกเถียงเพื่อหาความรู้กันในแต่ละวันอย่างเยี่ยมยอด หาข้อสรุปร่วมกัน โดยสิ่งนี้นั้น จึงไม่แปลกที่ชาวบาร์บิโลน จะมีความมั่งคั่งในยุคสมัยก่อนได้อย่างลงตัวนั่นเอง สิ่งที่สำคัญตอนนี้นั้น ภูมิปัญญาทางการเงินที่ได้รับมานั้น ย่อมสร้างความแตกต่างและความมั่งคั่งให้กับผู้ที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง และสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นคุณค่าอย่างยิ่งในเวลาต่อมาด้วยนั่นเองครับ